MP3 Players around The world

Toys and Games

Google Search Box

Google
Web www.cnn.com
Get This Search Box

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ยูโรพาส (EUROPASS)

อีกเรื่องเกี่ยวกับ...EURO 2008 ที่มีความสำคัญไม่แพ้สนามแข่งที่เคยได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ผ่านมา...
นั้นก็คือลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขัน...ซึ่งทางเจ้าภาพได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
และได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ของลูกบอล...ที่ใช้ทำการแข่งขันใน EURO 2008 เมื่อไม่นานมานี้เอง
ซึ่งมีชื่อว่า... EUROPASS
เรามาติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่นี้ได้เลยนะคับ...




ยูโรพาส (EUROPASS)นวัตกรรมลูกหนังแห่ง ยูโร 2008



แทบจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว สำหรับการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ๆทั้งหลายที่จะต้องมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กีฬาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด เพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่หมุนไปข้างหน้าทุกวัน ซึ่งที่กล่าวมานั้นไม่ว่าจะเป็นชุดที่ใช้ในการแข่งขัน หรืออุปกรณ์ที่ใช้แข่งขันกีฬาในประเภทต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่กีฬายอดนิยมอย่าง ฟุตบอล



ซึ่งจะว่าไปการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนท์ใหญ่ๆในระยะหลัง บรรดาประเทศที่เป็นเจ้าภาพต่างก็พยายามงัดนำเอานวัตกรรมใหม่ล่าสุดของตนมาอวดโฉมให้ผู้คนได้สัมผัสกันอย่างต่อเนื่องถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย


และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2008 ที่กำลังใกล้เข้ามานี้ ทางบริษัท ADIDAS บริษัทผลิตเครื่องกีฬายักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 และเป็นบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกให้ออกแบบลูกฟุตบอลที่จะนำมาใช้ในการแข่งขันศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่ประเทศออสเตรีย ร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้เปิดตัว ลูกฟุตบอลรุ่นใหม่สำหรับใช้แข่งขันในทัวร์นาเมนท์นี้ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ทั้งทีก็ย่อมมีอะไรที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่อย่างแน่นอน แต่ความไม่ธรรมดาของลูกฟุตบอลที่มีชื่อว่า “ยูโรพาส” EUROPASS นี้จะอยู่ที่ตรงไหนกัน....?


คำตอบก็อยู่ที่ การที่ ADIDAS นำเอาอาดิดาสเทคโนโลยี PSC- Texture ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในวงการฟุตบอลมาใช้ในการออกแบบ ซึ่งมีผลให้เพิ่มความหนืดในการสัมผัสบอล และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปั่นไซด์โค้งได้มากขึ้น เมื่อใช้ลูกฟุตบอลที่มีนามว่า EUROPASS

ไม่เพียงเท่านั้น การที่ ADIDAS ใช้เทคนิคแรงดันความร้อนอัด ลูกบอลจึงกลมมนไร้รอยตัดเย็บทำให้นักฟุตบอลสามารถควบคุมลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น อีกทั้งยังออกแบบ EUROPASS ให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สะดุดตาด้วยการใช้หนังสังเคราะห์พิเศษสีเงินเมททาลิค ทำให้ดูทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิค ด้วยลวดลายบนลูกบอลเป็นทรงกลมสีดำ สื่อถึงตำนานลูกบอลขาว-ดำในยุคแรก รวมถึงการเพิ่มสีสันด้วยริ้วสีแดงซึ่งมีความหมายเพราะเป็นสีประจำธงชาติ ของประเทศออสเตรีย และสวิสเซอร์แลนด์ ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในครั้งนี้


นอกจากนั้น หากนำเอาลูกฟุตบอล EUROPASS ที่จะใช้ในการแข่งขันยูโร 2008 มาเปรียบเทียบกับมาตรฐานของลูกฟุตบอลตามที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ FIFA กำหนดไว้ ก็จะพบว่า ลูกฟุตบอลของ ADIDAS รุ่น EUROPASS นี้มีมาตรฐานสูงเกือบถึงเกณฑ์ที่ทาง FIFA กำหนดเอาไว้ในหลายด้านด้วยกัน อาทิ



ความยาวเส้นรอบวง ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าได้กำหนดให้ลูกฟุตบอลที่ได้มาตรฐานจะต้องมีความยาวของเส้นรอบวงอยู่ในระดับตั้งแต่ 68.5 – 69.5 เซนติเมตร ในขณะที่ ADIDAS EUROPASS มีความยาวเส้นรอบวงอยู่ในระดับ 69.0 – 69.25 เซนติเมตร หรือมีส่วนต่างเพียงร้อยละ 0.25 เท่านั้นน้ำหนักของลูกฟุตบอล ตามมาตรฐานของฟีฟ่า


ขณะที่น้ำหนักของลูกฟุตบอลจะต้องมีน้ำหนักอยู่ในช่วงระหว่าง 420 – 445 กรัม ซึ่งช่วงน้ำหนักของ ADIDAS EUROPASS จะอยู่ในระหว่าง 441 – 444 กรัม ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า การสูญเสียแรงดัน เนื่องจากในการแข่งขันฟุตบอลในแต่ละนัด ลูกฟุตบอลจะถูกเตะ ถูกโหม่ง และได้รับการกระทบกระเทือนโดยเฉลี่ยแล้ว 2,000 ครั้ง ตลอด 90 นาที ซึ่งนั่นย่อมเป็นธรรมดาที่ลูกฟุตบอลแต่ละลูกจะต้องสูญเสียแรงดันไปบ้างจากการถูกกระทบกระแทกตลอดทั้งเกม ซึ่งมาตรฐานของฟีฟ่า ก็กำหนดเอาไว้ว่า ลูกฟุตบอลที่มีมาตรฐานจะต้องสูญเสียแรงดันได้สูงสุดร้อยละ 20 ในขณะที่ ADIDAS EUROPASS มีการสูญเสียแรงดันเพียง ร้อยละ 11 เท่านั้น




ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 3 ประการที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น ถือเป็นความพิเศษที่ทางADIDAS ใช้เวลาในการวิจัย ค้นคว้า และพัฒนาเป็นเวลาหลายปีกว่าจะสัมฤทธิ์ผลออกมาเป็น ADIDAS EUROPASS เพื่อตอบรับทัวร์นาเมนท์ยูโร 2008


Trix and Flix มาสคอต EURO 2008

คับ...วันนี้เราจะมาพูดถึงมาสคอต ประจำการแข่งขันฟุตบอลชองแชมป์แห่งชาติยุโรป (EURO 2008)กันนะคับ
มาสคอต...ประจำการแข่งขัน EURO 2008 นี้มีด้วยกัน 2 ตัวนะคับ
ซึ่งจะมีชื่ออะไร ลักษณะเป้นอย่างไร...เดียวทุกคนก็จะได้รู้กันนะคับ
เพื่อให้เป็นการไม่เสียเวลานะคับ...เรามาทำความรู้จัก มาสคอต ประจำการแข่งขัน EURO 2008 กันเลยคับ...





Trix and Flix มาสคอตประจำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 (EURO 2008)




ใกล้เข้ามาเรื่อยๆสำหรับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ฟุตบอลยูโร 2008 ที่จะเปิดฉากประลองแข้งกันตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.2008- 29 มิ.ย.2008 ซึ่งทุกครั้งที่มีการแข่งขันกีฬาทัวร์นาเมนท์ใหญ่ๆ สิ่งหนึ่งที่แทบจะขาดไม่ได้ นอกเหนือจากเกมกีฬาที่ดุเดือดเร้าใจ นั่นก็คือ สัญลักษณ์ของการแข่งขัน หรือตัวมาสคอต (mascot)



ซึ่งในครั้งนี้ คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป "ยูโร 2008" ที่ประเทศออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ ได้ประกาศชื่อมาสคอตอย่างเป็นทางการ โดยมาสคอตประจำศึก "ยูโร 2008" ซึ่งเป็นคู่แฝดมีชื่อว่า "ทริกซ์ และ ฟลิกซ์" (Trix & Flix) หลังจากที่ได้เปิดโอกาสให้แฟนบอลของทั้งออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ สองเจ้าภาพร่วมในการสู้ศึกครั้งนี้ โหวตชื่อของมาสคอตคู่แฝด นับตั้งแต่ที่ได้มีการเปิดตัวต่อสาธารณชนที่กรุงเวียนนา




โดยฝ่ายจัดการแข่งขันศึก "ยูโร 2008" ได้มีการประกาศชื่อของมาสคอตอย่างเป็นทางการที่เมืองอินน์สบรู๊ค ประเทศออสเตรีย โดยชื่อ "ทริกซ์ และ ฟลิ๊กซ์" ได้รับผลการโหวตจากแฟนบอลสวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรียมากกว่า 67,406 คน หรือคิดเป็น 36.3 เปอร์เซ็นต์ จากเสียงโหวตทั้งหมดชนะชื่อ "ฟลิตซ์ และ บิตซ์" ที่ตามมาในอันดับสองที่ 33.7 เปอร์เซนต์ ขณะที่ชื่อ "ซากี้ และ ซิกี้" ที่เข้ามาเป็นอันดับ 3 ได้รับการโหวตเข้ามาที่ 30 เปอร์เซ็นต์



อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ บริษัทผู้ผลิตการ์ตูนในประเทศเยอรมนี ได้ออกมาฟ้องร้อง หลังจากที่ได้ออกมาเปิดเผยว่า กำลังพิจารณาอยู่ว่าชื่อที่ว่านี้ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนของตัวเองซึ่งเป็นสุนัขจิ้งจอกหัวแดงคู่แฝดที่มีชื่อว่า "ฟิกซ์ และ ฟอกซี่" หรือไม่ แต่สุดท้ายก็สามารถตกลงกันได้





ทีนี้ ลองมาดูว่า มาสคอตในการแข่งขัน ยูโร ครั้งก่อนพอมีเจ้าตัวไหน แล้วชื่ออะไรกันบ้าง โดย มาสคอต ถูกเริ่มใช้ในการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 1980 หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่6

"คีนาส" Kinas ยูโร 2004 โปรตุเกส เจ้าภาพ



"เบเนลัคกี้" Benelucky ยูโร 2000 ฮอลแลนด์-เบลเยี่ยม เจ้าภาพร่วม



"เอ ไลอ้อน" A Lion ยูโร 1996 อังกฤษ เป็นเจ้าภาพ



"เดอะ แรบบิท" the rabbit ยูโร 1992 สวีเดน เป็นเจ้าภาพ



"เบอร์นี่" Berni ยูโร 1988 เยอรมัน เจ้าภาพ



"เปโน่" Peno ยูโร 1994 ฝรั่งเศส เจ้าภาพ



"ยูโรป้า" Europa ยูโร 1980 มัสคอต ตัวแรก อิตาลี เจ้าภาพ



ข้อมูจจาก: http://sport.mthai.com/view.php?pid=39&cate_id=139&content_id=24307&hash_id=1

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สนามแข่งฟุตบอล EURO 2008

อ้า...วันนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่สำคัญมากๆๆๆๆอีกอย่างหนึ่งในการ แข่งขันฟุตบอลยูโร 2008
ถ้าไม่มีสิ่งสิ่งนี้ก็ไม่สามารถทำการแข่งขันได้...อะนะทุกคนพอจะทายกันถูกใช่ไมคับ
ถ้าทายไม่ถูกผมเฉลยเลยดีกว่า...สิ่งที่ว่านั่นก็คือสนามแข่งขันเองคับพี่น้อง
ถูกอย่างที่ผมพูดมา ไมคับถ้าไม่มีเจ้าสิ่งนี้ก็ไม่สามารถทำการแข่งขันได้...
เราจะมาพูดกันถึงเรื่องของสนามแข่งขัน...ในฟุตบอล EURO 2008 กันนะคับว่ามีที่ไหนกันบ้างมีกี่สนาม
เริ่มกันเลยแล้วกันนะคับ...







สนามแข่งฟุตบอล Euro 2008



ใกล้วันแข่งขันเข้ามาทุกทีแล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอล Euro 2008 ที่มีเจ้าภาพร่วม 2 ประเทศ คือที่ ออสเตรีย และสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีสนามแข่งขันแบ่งกันไป ประเทศละ 4 สนาม มาสำรวจดูสนามกันก่อนว่า สภาพแต่ละสนามหน้าตาเป็นยังไง

สนามแรก Wals Siezenheim Stadion
หรือ Bulllen Arenaใน Salzburg ออสเตรีย สนามนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.2007 จุคนดูได้ 30,000 คน เป็นสนามหญ้าเทียม





สนามที่สอง Tivoli stadium ใน Innsbruck ออสเตรีย
เป็นสนามเก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.2000 แต่มีความจุเพียง 17,400 ที่นั่ง จึงมาสร้างใหม่ ให้จุคนดูได้ถึง 30,000 คนและปรับปรุงเพิ่มส่วนบริการอื่นๆอีกหลายอย่างในปี ค.ศ.2006 เพื่อให้รองรับการแข่งขันฟุตบอล UEFA Euro 2008 ครั้งนี้





สนามที่สาม สนาม St.Jacob Park ใน Basel สวิสเซอร์แลนด์
สนามนี้สร้างขึ้นใหม่ มีความจุมากถึง 42,500 คน (ที่นั่ง 33,200 คน ตั๋วยืน 9,000 คน) เพียบพร้อมด้วยส่วนบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จัดเป็นสนามระดับ 4 ดาวที่รับรองโดย UEFA นับเป็นสนามมาตรฐานแห่งแรกของสวิสเซอร์แลนด์ ใช้ทุนสร้างถึง 220 ล้านฟรังส์สวิส (ประมาณ 6,600 ล้านบาท) และเป็นต้นแบบของสนาม Hypo Arena ในออสเตรียอีกด้วย จะใช้เป็นสนามที่เปิดการแข่งขันระหว่างสวิสเซอร์แลนด์ เจ้าภาพ กับเยอรมัน ในวันที่ 7 มิถุนายน 2008





สนามที่สี่ Letzigrund stadium ใน Zurich สวิสเซอร์แลนด์
สนามนี้เพิ่งสร้างเสร็จไปหมาดๆ เมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ นี่เองและจะใช้แข่งขัน ในวันที่ 9 , 13 และ 17 มิถุนายน ของทีมจาก 3 กลุ่ม สนามเดิมนั้น ใช้งานมาตั้งแต่ปีค.ศ.1925 และปรับปรุงมาเรื่อย จนมารื้อสร้างใหม่เพื่องานนี้ หมดงบประมาณไปประมาณ 3,480 ล้านบาท จุคนดูได้ 30,000 ที่ ตามมาตรฐาน แต่ไม่ได้ใช้เป็นสนามฟุตบอลเพียงอย่างเดียว ยังใช้แข่งขันกรีฑาอีกด้วย





สนามที่ห้า สนาม Stade de Geneva ใน Geneva สวิสเซอร์แลนด์
เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ ใช้แข่งขันในวันที่ 7 , 11 และ 15 มิถุนายน ของทีมในกลุ่ม A สนามนี้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.2003 จุคนดูได้ 30,000 คน นอกจากจะเป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์แล้วยังมีศูนย์การค้า โรงแรม สำนักงาน ห้องส่งสถานีโทรทัศน์ และศูนย์วัฒนธรรม อีกด้วย





สนามที่หก Stade de Suisse arena ใน Berne สวิสเซอร์แลนด์
สนามแห่งนี้ ใช้เป็นสนามแข่งขัน ในวันที่ 9 , 13 และ 17 มิถุนายน เดิมเรียก Wankdorf stadium เคยใช้แข่งฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศเมื่อปีค.ศ.1954 มาแล้ว จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าควรจะถึงเวลาทุบทิ้งสร้างใหม่ กลายเป็นสนาม Stade de Suisse เมื่อปีค.ศ. 2001 ด้วยงบประมาณการก่อสร้างที่สูงถึง 17,500 ล้านบาท เปิดใช้เป็นทางการเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2005 มีความจุ 32,000 ที่นั่ง และยังประกอบด้วยศูนย์การค้า โรงเรียน สำนักงาน และอพาร์ทเมนท์





สนามที่เจ็ด Hypo Arena ใน Klagenfurt ออสเตรีย
สนามนี้ใช้แข่งขัน ในวันที่ 8 , 12 และ 16 มิถุนายน เป็นสนามเก่าที่สร้างตั้งแต่ปีค.ศ.1960 แต่มีความจุเพียง 10,900 ที่นั่ง ได้สร้างใหม่เพื่อให้เป็นสนามแข่งขันฟุตบอล Euro 2008 โดยใช้แบบแปลนของ St. Jakob-Park Stadium ของสวิสฯ แต่การออกแบบส่วนอาคารและหลังคาจะทันสมัย และสวยกว่ามากจึงแพงกว่ามากด้วย ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 3,325 ล้านบาท มีความจุถึง 32,000 ที่นั่ง และยังประกอบไปด้วยศูนย์การค้า โรงแรมและสำนักงานอีกด้วย เปิดประเดิมใช้งานไปเมื่อเดือนกันยายนนี้ โดยแข่งฟุตบอลกระชับมิตร ระหว่างออสเตรียและญี่ปุ่น ท่ามกลางคนดูกว่า 26,500 คน





สนามที่แปด Ernst Happel Stadium ในเวียนนา ออสเตรีย
สนามนี้ตั้งอยู่ในกรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย ได้ขยายความจุของสนามให้รองรับการแข่งขัน นัดชิงชนะเลิศของ Euro 2008 ครั้งนี้ ด้วยความจุ 50,000 ที่นั่ง และปรับปรุงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อมจนได้มาตรฐาน 5 ดาวจาก EUFA เป็นศูนย์กีฬาอเนกประสงค์ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรีย ประกอบด้วยสนามแข่งขันอื่นๆอีกเช่น จักรยาน กรีฑา เทนนิส ชกมวย ว่ายน้ำ นอกจากนี้ยังเคยใช้จัดแสดงคอนเสริทใหญ่ๆมามากมาย เช่น Pink Floyd และ the Rolling Stones สนามนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นักฟุตบอลดังของออสเตรีย คือ Ernst Happel ที่ตายด้วยโรคมะเร็งเมื่อปีค.ศ.1992





สรุปว่าประเทศเจ้าภาพทั้ง 2 ประเทศร่วมกันเป็นเจ้าภาพนี้ ใช้สนามแข่งขันประเทศละ 4 สนาม ทำพิธีเปิดและเริ่มแข่งที่ สนาม St.Jacob Park ใน Basel สวิสเซอร์แลนด์ แข่งขันคู่สุดท้ายและทำพิธีปิดที่ Ernst Happel Stadium ในเวียนนา ออสเตรีย ก็ต้องติดตาม คอยถ่างตาดูกันต่อไปว่า Euro-2008 นี้จะได้ทีมใดเป็นทีมชนะเลิศ

ข้อมูจาก:http://tteen.igetweb.com/index.php?mo=3&art=147972

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 (EURO 2008)

ใกล้...แล้วนะคับ...ใกล้จะถึงการแข่งขันฟุตบอลที่ทุกคน...ตั้งตารอคอยกันมาตั้ง4ปี
นั่นก็คือฟุตบอล EURO 2008 นั่นเอง
อ้าแล้ววันนี้เราจะมาพูดถึง เกี่ยวกับฟุตบอล EURO 2008 กันนะคับ
ว่าแข่งกันวันไหน จัดขึ้นที่ไหน ใครเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้...ฯลฯ
งั้นเริ่มกันเลยแล้วกันนะคับ...





การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 หรือรู้จักกันในชื่อ ยูโร 2008 (UEFA Euro 2008) จะจัดขึ้นที่ประเทศออสเตรียและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 7-29 มิถุนายน พ.ศ.​2551 โดยเป็นครั้งที่สองที่ใช้เจ้าภาพร่วม ถัดจาก ยูโร 2000 ซึ่งมีประเทศเบลเยียมและประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพร่วม

ยูโร 2008 รอบสุดท้ายมีทีมเข้าแข่งขันทั้งหมด 16 ทีม โดยออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ได้สิทธิ์เข้ารอบอัตโนมัติในฐานะเจ้าภาพ ส่วนอีก 14 ทีมจะคัดเลือกโดยเริ่มแข่งขันตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2006






และนี่คือ 16 ทีมที่จะทำการแข่งขันใน EURO 2008นี้

Group A

สาธารณรัฐ เช็ก Czech Republic , โปรตุเกส Portugal , สวิสเซอร์แลนด์ Switzerland , ตุรกี Turkey

Group B

ออสเตรีย Austria , โครเอเชีย Croatia , เยอรมันนี Germany , โปแลนด์ Poland

Group C

ฝรั่งเศษ France , อิตาลี Italy , ฮอลแลนด์ Netherlands , โรมาเนีย Romania

Group D

กรีซ Greece , รัสเซีย Russia , สเปน Spain , สวีเดน Sweden



ตารางแข่งขัน ฟุตบอล EURO 2008

เสาร์ 7 มิถุนายน 2008
1 Grp A สวิสเซอร์แลนด์ 23:00 สาธารณรัฐ เช็ก Basel - St. Jakob-Park
2 Grp A โปรตุเกส 01:45 ตุรกี Geneva - Stade de Genève

อาทิตย์ 8 มิถุนายน 2008
3 Grp B ออสเตรีย 23:00 โครเอเชีย Vienna - Ernst Happel
4 Grp B เยอรมัน 01:45 โปแลนด์ Klagenfurt - Wörthersee

จันทร์ 9 มิถุนายน 2008
5 Grp C โรมาเนีย 23:00 ฝรั่งเศส Zurich - Letzigrund
6 Grp C ฮอลแลนด์ 01:45 อิตาลี Berne - Stade de Suisse

อังคาร 10 มิถุนายน 2008
7 Grp D สเปน 23:00 รัสเซีย Innsbruck - Tivoli Neu
8 Grp D กรีซ 01:45 สวีเดน Salzburg - EM Stadion Wals-Siezenheim

พุธ 11 มิถุนายน 2008
9 Grp A สาธารณรัฐ เช็ก 23:00 โปรตุเกส Geneva - Stade de Genève
10 Grp A สวิสเซอร์แลนด์ 01:45 ตุรกี Basel - St. Jakob-Park

พฤหัส. 12 มิถุนายน 2008
11 Grp B โครเอเชีย 23:00 เยอรมัน Klagenfurt - Wörthersee
12 Grp B ออสเตรีย 01:45 โปแลนด์ Vienna - Ernst Happel

ศุกร์ 13 มิถุนายน 2008
13 Grp C อิตาลี 23:00 โรมาเนีย Zurich - Letzigrund
14 Grp C ฮอลแลนด์ 01:45 ฝรั่งเศส Berne - Stade de Suisse

เสาร์ 14 มิถุนายน 2008
15 Grp D สวีเดน 23:00 สเปน Innsbruck - Tivoli Neu
16 Grp D กรีซ 01:45 รัสเซีย Salzburg - EM Stadion Wals-Siezenheim

อาทิตย์ 15 มิถุนายน 2008
17 Grp A สวิสเซอร์แลนด์ 01:45 โปรตุเกส Basel - St. Jakob-Park
18 Grp A ตุรกี 01:45 สาธารณรัฐ เช็ก Geneva - Stade de Genève

จันทร์ 16 มิถุนายน 2008
19 Grp B โปแลนด์ 01:45 โครเอเชีย Klagenfurt - Wörthersee
20 Grp B ออสเตรีย 01:45 เยอรมัน Vienna - Ernst Happel

อังคาร 17 มิถุนายน 2008
21 Grp C ฮอลแลนด์ 01:45 โรมาเนีย Berne - Stade de Suisse
22 Grp C ฝรั่งเศส 01:45 อิตาลี Zurich - Letzigrund

พุธ 18 มิถุนายน 2008
23 Grp D กรีซ 01:45 สเปน Salzburg - EM Stadion Wals-Siezenheim
24 Grp D รัสเซีย 01:45 สวีเดน Innsbruck - Tivoli Neu

พฤหัส. 19 มิถุนายน 2008
25 QF ที่หนึ่ง Grp A 01:45 ที่สอง Grp B Basel - St. Jakob-Park

ศุกร์ 20 มิถุนายน 2008

26 QF ที่หนึ่ง Grp B 01:45 ที่สอง Grp A Vienna - Ernst Happel

เสาร์ 21 มิถุนายน 2008
27 QF ที่หนึ่ง Grp C 01:45 ที่สอง Grp D Basel - St. Jakob-Park

อาทิตย์ 22 มิถุนายน 2008
28 QF ที่หนึ่ง Grp D 01:45 ที่สอง Grp C Vienna - Ernst Happel

พุธ 25 มิถุนายน 2008
29 SF ผู้ชนะ #25 01:45 ผู้ชนะ #26 Basel - St. Jakob-Park

พฤหัส. 26 มิถุนายน 2008
30 SF ผู้ชนะ #27 01:45 ผู้ชนะ #28 Vienna - Ernst Happel

อาทิตย์ 29 มิถุนายน 2008
31 F ผู้ชนะ #29 01:45 ผู้ชนะ #30 Vienna - Ernst Happel


ประวัติฟุตบอลEURO (ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป)

จากหัวเรื่องก็พอจะรู้แล้วนะครับว่าวันนี้จะพูดถึงเรื่องอะไร...ขอเกาะกระแสให้เข้ากับความดังกับการแข่งขันฟุตบอลกันหน่อยนะคับผม
ตอนนี้ไม่มีอไรจะดังเท่ากับการแข่งขันฟุตบอล EURO ที่จะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้าอีกแล้วคับพี่น้อง
หลังจากที่ดูฟุตบอลในลีกต่างมากันอย่างจุใจแล้ว...ก็เข้ามาถึงเทศกาล
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป2008 ฟีเวอร์ กันซักที่...555 หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อว่า EURO 2008
เพื่อนๆพี่ๆน้องๆก็พอจะได้ยินกันมาบ้างแล้วนะคับว่าจะมีการจัดแข่งขันฟุตบอล EURO ขึ้นในปีนี้...
และก็ใกล้จะถึงวันแข่งแล้วด้วยนั้นก็คือวันที่ 7-29 มิ.ย. 2551 นะคับ
เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนี้ทุกคนก็พอจะรู้มาบ้างแล้วนะคับ...แต่วันนี้ผมจะขอมาเล่าเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป(EURO)ให้ทุกคนได้ทราบกันนะคับ...
อะเพื่อไม่ให้รอช้าเริ่มกันเลยแล้วกันนะคับ...

ประวัติ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ฟุตบอล ยูโร)


ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (European Football Championship) หรือที่แฟนบอลเรียกกันสั้นๆ ว่า ฟุตบอลยูโร เป็นการแข่งขันฟุตบอลรายการหลักของประเทศในทวีปยุโรป เพื่อเป็นการพิสูจน์ฝีเท้าในการเป็นจ้าวแห่งวงการลูกหนังทวีปยุโรป จัดขึ้นทุก 4 ปี โดยจะห่างจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2 ปี และอยู่ในการกำกับดูแลของ European Football Association หรือ ยูฟ่า (UEFA) ซึ่งถูกก่อนตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2499)

ต้นกำเนิดของ “ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป” นั้น เริ่มต้นในปี 1956 โดยใช้ชื่อทัวร์นาเม้นท์ว่า "European Nations' Cup" จากนั้นอีกสองปีจึงเปลี่ยนมาใช้ "UEFA European Championship" ดังเช่นที่รู้จักกันในปัจจุบัน แต่เดิมนั้นรูปแบบของการแข่งขันของ “ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป” นั้น จะมีระบบการแข่งขันที่แตกต่างไปจากปัจจุบัน โดยจะแข่งกันแบบทีมเหย้าและทีมเยือนโดยนับผลแพ้ชนะตกรอบ จนถึงรอบรองชนะเลิศ ซึ่งจะทำการแข่งขันในประเทศที่รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ

สำหรับประเทศแรกที่รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในศักราชใหม่ คือ ประเทศฝรั่งเศส จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 6-10 กรกฎาคม 1960 มีชาติลูกหนังยุโรปส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 17 ทีม โดยมีเมือง มาร์กเซย และ ปารีส เป็นสังเวียนฟาดแข้งในรอบรองชนะเลิศ, ชิงอันดับสาม และชิงชนะเลิศ และก็เป็นขุนพลลูกหนังของประเทศสหภาพโซเวียต ที่คว้าแชมป์จ้าวยูโรปไปครองได้เป็นชาติแรกด้วยการเฉือนชนะ ทีมชาติ ยูโกสลาเวีย ไป 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ท่ามกลางแฟนบอลที่เป็นสักขีพยานในสนาม สต๊าด ปาร์ค เดอ ปริ๊นซ์ ในกรุงปารีส กว่า 18,000 คน

อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีส่วนร่วมผลักดันให้เกิดความสำเร็จในการจัดการแข่งขันฟุตบอลในครั้งนี้ คือ “อองรี เดอลานี่ย์” (Henri Delaunay) นายกสมาคมฟุตบอลของประเทศฝรั่งเศส ด้วยคุณงามความดีที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติชื่อของเขาจึงถูกจารึกไว้บนถ้วยรางวัลไว้เป็นอนุสรณ์และใช้เรียกเชื่อถ้วยรางวัลอันทรงค่าใบนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมาการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปนั้นมีพัฒนาการเรื่อยมา จบจนการแข่งขันในปี 1968 เป็นต้นมา ได้มีชาติมหาอำนาจต่างๆ ได้เข้าร่วมร่วมชิงชัยถ้วยใบนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรป และ สหภาพโซเวียต ล่มสลาย ทำให้เกิดประเทศใหม่ขึ้นมามากมาย




ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการปรับปรุงระบบการแข่งขันให้มีความสนุกมากกว่าเดิม โดยในปี 1980 มีการเปลี่ยนแปลงระบบการแข่งขัน 8 ทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ที่ อิตาลี เป็นเจ้าภาพ จะถูกแบ่งออกเป็นสองสายและแข่งแบบพบกันหมด จากนั้นจึงทีมที่มีคะแนนสูงสุดจะเข้าสู่รอบสุดท้ายที่อิตาลีซึ่งในปีนั้น เยอรมนี เข้าไปพบ เบลเยี่ยมในรอบสุดท้ายที่กรุงโรม และขุนพลนาซีครองแชมป์ด้วยสองประตูของ ฮอร์สต์ ฮรูเบซ พาให้เยอรมนีครองชัยในปีนั้น ด้วยสกอร์ 2-1

สำหรับการแข่งขันในปี 1984 นั้น ได้มีการยกเลิกการชิงตำแหน่งที่สามจากการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้และทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมาทีมที่แพ้ในรอบรองชนะเลิศจะไม่ต้องมาเตะชิงที่สามกันรวมทั้งยกเลิกทีมอันดับสามออกจากรายการแข่งขันไปด้วย ทำให้คงเหลือแต่ตำแหน่งแชมป์ กับ รองแชมป์ ที่ผ่านเข้าไปในรอบชิงชนะเลิศได้เท่านั้น

ในปี 1996 การแข่งขันฟุตบอลแห่งชาติยุโรปเริ่มได้รับความสนใจจากประเทศน้อยใหญ่ที่อยู่ในเครือข่ายมากขึ้น มีทีมที่แจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมการแข่งขันถึง 48 ทีม รูปแบบการแข่งขันจึงเปลี่ยนไปอีกครั้ง จาก 48 ทีม ฝ่ายจัดการแข่งขันและฟีฟ่าได้ตัดสินใจเพิ่มโควต้าทีมในรอบสุดท้ายเป็น 16 ทีมเป็นครั้งแรก เพื่อพาเหรดกันเข้าสู่เกาะอังกฤษเพื่อแข่งขันในรอบสุดท้าย

โดยการแข่งขันยูโรฯ รอบสุดท้ายในครั้งนั้น รอบแรกแบ่งออกเป็นสี่สายและทีมที่มีคะแนนอันดับที่หนึ่งและสองก็จะเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งใช้ระบบแพ้ตกรอบ จากนั้นก็จะทะลุผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศซึ่งมีสี่ทีม และคู่ชิง นอกจากนี้ยังได้มีการนำกฎ “โกลเด้นโกล” มาใช้งานเป็นครั้งแรก ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในครั้งนี้ด้วย โดยแชมป์ในครั้งนั้นก็คือ ทีมชาติเยอรมันนี หลังจากโอลิเวอร์ เบียโฮฟ ดาวยิงประจำทีม ซัดประตู "โกลด์เด้นโกล" ประวัติศาสตร์ เฉือนเอาชนะ สาธารณรัฐเช็กไปได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษในรอบชิงชนะเลิศ




ในปี 2000 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรวมไปถึงการรายการฟุตบอลระดับนานาชาติที่มีสองชาติเป็นเจ้าภาพร่วมกันจัดการแข่งขัน นั่นคือ ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ เบลเยี่ยม ปรากฎการดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (International Football Association) หรือ ฟีฟ่า (FIFA) จะตัดสินให้ ประเทศ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพร่วม ในการจัดฟุตบอลโลกในอีก 2 ปีถัดมา อย่างไรก็ตาม ชาติที่ได้ครองแชมป์ในปี 2002 นั่นคือ ทีม "ตราไก่" ฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นการครองถ้วย อองรี เดอลานี่ย์ เป็นครั้งที่สองของทีมหลังจากที่ดาวิด เทรเซเกล ดาวยิงตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมา ซัดประตู "โกลเด้นโกล" เฉือน ทีม "อัซซูรี่ " อิตาลี ไปได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ในฟุตบอลยูโร 2004 ที่ประเทศ โปรตุเกส เป็นเจ้าภาพ ได้มีการยกเลิกกฎ "โกล์เด้นโกล์" และนำกฎ "ซิลเวอร์โกล์" มาใช้แทน โดยแต่เดิมนั้นกฎ "โกลเด้นโกล์" จะใช้ในกรณีที่คู่แข่งขันลงเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ซึ่งหากทีมใดทำประตูได้ก่อนในช่วงเวลาดังกล่าว เกมก็จะยุติทันที ขณะที่ กฎ "ซิลเวอร์โกล" นั่น จะใช้ในกรณีที่คู่แข่งขันลงเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาทีเช่นกัน แต่ต่างตรงที่ หากทีมได้ทำประตูได้ก่อนเกมจะยังไม่ยุติทันที แต่จะรอให้หมดเวลาในช่วงต่อเวลาพิเศษในครึ่งแรก 15 นาทีเสียก่อน เกมถึงจะยุติ นั่นหมายความว่า ยังให้โอกาสทีมที่โดนนำทำประตูตีคืนให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลือดังกล่าวนั่นเอง




สำหรับการแข่งขันในปีนั้น ได้มีการนำ กฏ "ซิลเวอร์โกล" มาใช้เพียงครั้งเดียวในรอบก่อนรองชนะเลิศในเกมระหว่าง ทีมชาติกรีซ พบกับ สาธารณรัฐเช็ก ก่อนที่ ทีมจากดินแดนเทพนิยายจะเอาชนะไปได้ และก้าวไปคว้าแชมป์ยูโรได้เป็นสมัยแรกของทีมได้อย่างยิ่งใหญ่ ในท้ายที่สุด ด้วยลูกโหม่งของ จอร์จ อันดราเด้ เซ็นเตอร์แบ็ค ปลิดชีพ ทีมเจ้าภาพอย่างโปรตุเกส ไปด้วยสกอร์ 1-0 พร้อมกับสร้างตำนานอีกหน้าหนึ่งให้กับรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปให้กล่าวขวัญถึงอีกนานเท่านาน

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ถุงผ้า...เทรนด์ของคนรักโลก

ถุงผ้า งานดีไซน์ระดับโลก
ด้วยความเกี่ยวโยงกับการลดปัญหาโลกร้อน เรื่องราวของถุงผ้าในทุกวันนี้จึงกลายเป็นเทรนด์ที่กำลังฮอตอย่างยิ่ง ในหมู่ดีไซเนอร์ระดับโลก และได้รับความนิยมไปอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ใช้ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ถุงผ้าก็ได้กลายเป็นแฟชั่นสุดฮิตของสาวๆ นักช้อปที่ต้องการร่วมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนด้วย ซึ่งถุงผ้าของที่นี่ มีหลากแบบ หลายราคา ทั้งราคาย่อมเยาไปจนถึงแพงลิบลิ่ว ซึ่งเป็นแบรนด์เนมชื่อดัง ที่มีการดีไซน์ออกมาได้อย่างเก๋ไก๋ เพื่อเอาใจผู้ชื่นชอบงานแฟชั่นอย่างแท้จริง เรียกได้ว่า สะพายถุงผ้า ทั้งเก๋ เท่ และช่วยกู้โลกได้ ในคราวเดียวกัน
สำหรับแบรนด์ที่ทยอยตบเท้าผลิตถุงผ้ามาจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว ก็มีแบรนด์ดังต่างๆ อย่าง Hermes, Stella McCartney, Consuelo Castiglioni อย่างถุงผ้าของ Hermes ซึ่งเป็นแฟชั่นแบรนด์เนมระดับไฮเอ็นด์แห่งปารีส มหานครแฟชั่นของโลก รุ่นที่ได้รับความนิยมมากๆ เป็นรุ่นทำจากผ้าไหม จำหน่ายด้วยราคา 960 เหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 35,000 บาท และรุ่นล่าสุด Silky Pop ซึ่งเป็นกระเป๋าผ้าไหมลวดลายสวยงามที่สามารถพับเก็บในกระเป๋าหนังสี่เหลี่ยมมีซิปปิดมิดชิด คนไทยได้มีโอกาสครอบครองกันแล้วที่ร้านแอร์เมส สาขาเอ็มโพเรี่ยม และสยามพารากอน ส่วนแบรนด์ Consuelo Castiglioni ถุงผ้าทำจากผ้าไนลอน ราคา 843 เหรียญ-สหรัฐฯ หรือประมาณ 28,000-29,000 บาท แบรนด์ของ Stella McCartney ผลิตกระเป๋าจากผ้าใบออร์แกนิก ราคา 495 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 17,000 บาท หรือที่ญี่ปุ่นก็มีแคมเปญรณรงค์ต่อต้านภาวะโลกร้อน โดยใช้ตุ๊กตาบาร์บี้ในชุดสวยงาม ถือถุงผ้าสีชมพูแทนถุงพลาสติกระหว่างการไปช้อปปิ้ง


ไม่จบเพียงแค่นั้น ความฮิตของถุงผ้ายังระบาดไปทั่ว ด้วยข้อความสั้นๆ บนถุงแค่เพียงคำว่า ‘I’m Not a Plastic Bag’ บนกระเป๋าผ้าของดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ Anya Hindmarch (อันย่า ฮินด์มาร์ช) ที่เลื่องลือระบือไกลไปทั่วโลกและได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเมื่อวันเริ่มเปิดขาย ลูกค้ามากมายไปเข้าคิวหน้าห้าง เซนส์บิวรี 450 สาขาทั่วเกาะอังกฤษ ตั้งแต่ตีสองของคืนวันก่อนจำหน่าย เพื่อรอซื้อกระเป๋าผ้าฝ้ายของอันยา ในราคาใบละ 5 ปอนด์ (350 บาท) และกระเป๋าถูกขายหมดเกลี้ยง 20,000 ใบภายในชั่วโมงเดียว หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง กระเป๋าก็ถูกนำไปประมูลขายในเว็บไซต์อีเบย์ โดยราคาพุ่งขึ้นเป็นกว่า 200 ปอนด์ (14,000 บาท) แต่อย่างไรก็ตาม จากการเปิดจำหน่ายกระเป๋าผ้าฝ้ายของฮินด์มาร์ชนี้ ก็มีขึ้นพร้อมการเปิดเผยสถิติว่า คนอังกฤษยังคงใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยปีละ 167 ใบต่อคนหรือ 10,000 ล้านใบ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว


วิธีแก้ปัญหาโลกร้อน ...แบบง่ายๆที่ทุกคนทำได้




1. เปลี่ยนหลอดไฟ จากหลอดกลมหันมาใช้หลอดตะเกียบแทนเชื่อไหมว่าลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี

2. ขับรถน้อยลง หันมาเดิน ขี่จักรยาน บริการขนส่งมวลชนหรือเลือกติดรถเพื่อน ทางเดียวกันไปด้วยกัน แค่นี้ ก็สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้1 ปอนด์ทุกๆ 1 ไมล์ที่เราลดการขับขี่

3. รีไซเคิลของให้มากขึ้น แค่รีไซเคิลขยะในบ้านเพียงครึ่งหนึ่งก็ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง2,400 ปอนด์ต่อปี

4. เช็คลมยาง รักษาระดับลมยางให้เหมาะสมช่วยประหยัดการใช้น้ำมันได้ถึง 3% และการประหยัด น้ำมันในทุกๆแกลลอน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้20 ปอนด์

5. ใช้น้ำร้อนน้อยลง เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นแต่ละครั้งใช้พลังงานจำนวนมากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นน้อยลง และ อย่าเปิดฝักบัวแรงสุดลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี การเลือกซักผ้าในน้ำธรรมดาช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง500 ปอนด์ต่อปี

6. เลี่ยงซื้อสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์สิ้นเปลืองลดขยะได้ 10% ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,200 ปอนด์ต่อ ปี

7. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมปรับตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ 25 องศา ช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ได้โข

8. ปลูกต้นไม้ ต้นไม้ 1 ต้นดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง1 ตัน

9. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า แค่เพียงปิดโทรทัศน์เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์หรือเครื่องใช้ไฟ ฟ้าอื่นๆ เมื่อไม่ใช้ช่วยโลกลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นพันๆปอนด์ต่อปี

10. ปฏิบัติและบอกต่อ ร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน